タスク4:ว่าด้วยเรื่องภาษาศาสตร์ประยุกต์ 応用言語学について

สวัสดีค่ะทุกคนนน💛🍑
นี่ก็จะครึ่งเทอมแล้วที่ได้เรียน応用言語学หรือภาษาศาสตร์ประยุกต์ 
ก็เลยคิิิิิิดว่าอยากจะเขียนอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้สักหน่อย

応用言語学(ภาษาศาสตร์ประยุกต์)คืออะไร ?
   ตามชื่อเลย ภาษาศาสตร์ประยุกต์จะไม่ได้ศึกษาแต่ตัวภาษาอย่า่งเดียวแต่เป็นการศึกษาภาษาศาสตร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงเช่นนำไปพัฒนาทางด้านการสอนภาษาต่างประเทศ และเป็นการศึกษาโดยนำเอาภาษาไปเชื่อมโยงกับความรู้ด้านอื่นๆ เช่น ภาษาศาสตร์สังคม เป็นต้น

   จริงๆแล้วก็มีหลายๆเรื่อง หลายทฤษฏีที่ได้เรียนเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ประยุกต์ แต่สิ่งที่เราสนใจที่สุดคือเรื่องการรับรู้ภาษาของเด็กหรือการรับภาษาที่หนึ่ง(First Language Acquisition หรือFLA)
แนวคิดหนึ่งเกี่ยวกับ FLA ที่น่าสนใจก็คือแนวคิดที่บอกว่าความสามารถในการเรียนรู้ภาษาติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด โดยเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า Language acquisition device ทำให้เด็กเรียนรู้ภาษาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมี universal grammar ที่เค้าว่ากันว่าติดตัวทุกคนมาตั้งแต่เกิด ทำให้มนุษย์เราสามารถสร้างประโยคที่ถูกแกรมม่าได้ตั้งแต่เด็กและสามารถสร้างต่อยอดไปเรื่อยๆ
      ส่วนแนวคิดอีกอันหนึ่งคือแนวคิดภาษาสามารถเรียนรู้ได้โดยการเลียนแบบ โดยแนวคิดนี้บอกว่า เด็กจะเรียนรู้ภาษาโดยการลอกเลียนแบบพ่อแม่หรือบุคคลแวดล้อมตัวเด็กแต่แต่สิ่งที่ทำให้เด็กพัฒนาภาษาไปได้มากขึ้นไปอีกคือ การเสริมแรงจะพ่อแม่หรือบุคคลใกล้ตัว ถ้าพูดง่ายๆก็คือ พอเด็กเล็กๆเริ่มออกเสียงที่คล้ายกับคำพูดบางคำ เช่น ออกเสียงว่า นมๆ แล้วได้รับความสนใจหรือผู้ใหญ่เอานมให้ เด็กก็จะรู้ว่า อ๋อถ้าเราออกเสียงแบบนี้นะ เราจะได้อันนี้ ซึ่งแรงเสริมนี้ก็จะทำให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษาไปเรื่อยๆ
       ไม่ว่าการรับรู้ภาษาของเด็กจะเป็นไปตามแนวคิดแบบใดก็ตาม สิ่งที่แน่นอนคือ การรับรู้ภาษาแรกของเด็กจะประสบความสำเร็จทุกคน คือสารมารถพูดได้คล่องตามใจคิด ต่างกับการเรียนรู้ภาษาที่สองที่ถึงแม้ว่าจะเริ่มเรียนพร้อมกันแต่ทุกคนก็ไม่ได้เก่งภาษาที่สองเท่ากันหรือใช้ได้คล่องเหมือนๆกัน

    ส่วนตัวเราแล้วเราเชื่อทั้งสองแนวคิดเลยว่า การรับรู้ภาษาของเด็กเกิดขึ้นทั้งจากการเลียนแบบ อันนี้สังเกตจากน้องตัวเองที่เราพูดไรไปเค้าก็จะพยายามพูดตาม แต่ก็ไม่ใช่แค่พูดตามสิ่งที่เราพูดเป๊ะๆอย่างเดียว แต่เค้าสามารถสร้างสรรค์เอาคำที่เคยได้ยินมาทั้งหมดมาประกอบเป็นประโยคใหม่ๆออกมาได้เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแนวคิดเรื่องที่ว่าคนเรามีกลไกหรือเครื่องมือในการรับรู้ภาษาติดตัวมาตั้งแต่เกิดก็คงจริง



      ส่วนการรับภาษาที่สอง(Second Language Acquisition หรือSLA) นั้นจะค่อนข้างต่างกับ FLA เนื่องจากการรับรู้ภาษาที่หนึ่งนั้นไม่ต้องมีคนมาสอนแกรมม่าให้ว่าต้องเรียงแบบนี้ๆ แต่การรับภาษาที่สองนั้นจะต้องมีการสอนและเราจะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภาษาแม่และมักจะแปลความหมายเทียบกับภาษาแม่ก่อน เช่นในการจำคำศัพท์เราก็จะจำว่า water=น้ำ orange=ส้ม  red=สีแดง ในขณะที่ถ้าเป็นการรับภาษาที่หนึ่งอาจจะแค่เห็นสิ่งๆนั้นก็จำไปเลยว่าคือ อันนี้คือน้ำ อันนี้ส้ม อันนี้สีแดง

     ดังนั้นเค้าก็เลยว่ากันว่าถ้าอยากให้เด็กเก่งภาษาอังกฤษก็ให้เริ่มตั้งแต่เด็กๆเลยและที่สำคัญคือ เวลาสอนไม่ต้องแปลคำศัพท์ ให้ชี้ของแล้วพูดศัพท์ภาษาอังกฤษไปเลย เด็กก็จะจำว่าอันนี้พูดแบบนี้ แล้วก็พยายามพูดกับเด็กด้วยภาษาอังกฤษไปเลย อาจจะเริ่มจากระโยคง่ายๆก่อน ถึงแม้ว่าตอนแรกเด็กจะยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อได้ยินไปเรื่อยๆเค้าก็จะทำความเข้าใจได้เองและเมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่เค้ามี input ที่มากพอเค้าก็จะเริ่มพูดได้ โดยที่ไม่ต้องสอนแกรมม่า
ลองดูตัวอย่างจากคลิปข้างล่าง ซึ่งเป็นคลิปของเพจ little monster (เพจที่แชร์ประสบการณ์การเลี้ยงลูกและการสอนภาษาอังกฤษเด็กเล็ก) จะเห็นได้ว่าน้องมีพัฒนาการภาษาอังกฤษดีขึ้นรื่อยๆ จากตอนแรกที่ไม่เข้าใจเลย



     
เราคิดว่าการเรียนรู้ภาษาที่สอง(SLA)แบบนี้เป็นวิธีการเดียวกับการรับรู้ภาษาที่หนึ่ง(FLA) ทำให้การเรียนรู้ภาษาที่สองนั้นมีประสิทธิภาพมากพอๆกับภาษาที่หนึ่ง จนสามารถใช้ทั้งสองภาษาได้ดีใกล้เคียงกัน

น้องสามารถ switch ภาษาได้ทันทีและพูดคล่องทั้งสองภาษา

สรุปแล้วคิดว่าการเริ่มเรียนภาษาตั้งแต่เด็กๆและเรียนด้วยวิธีแบบการรับรู้ภาษาที่หนึ่ง(FLA)เช่น การที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีภาษานั้นตลอดและการจดจำภาษาโดยไม่ต้องแปลเทียบกับภาษาแม่เป็นวิธีการที่ดีมากในการเรียนรู้ภาษาที่สอง(SLA) เด็กจะสามารถเข้าใจและพูดภาษาที่สองได้โดยที่ไม่ต้องมานั่งสอนวิธีใช้หรือกฏแกรมม่า

ถ้าใครสนใจการสอนภาษาอังกฤษให้เด็กเล็กๆก็สามารถไปติดตามได้ที่ ⟶ https://www.facebook.com/littlemonsterrocknroll/

วันนี้ลาไปก่อนสวัสดีค่าาา







ความคิดเห็น

  1. คุณแม่ของน้องจินพยายามมากๆ ให้ input จำนวนมากจนน้องจินสามารถสร้าง output ออกมาได้ สุดยอด!

    ตอบลบ
  2. ชอบครอบครัวของน้องจินมากๆ เป็นครอบครัวที่สนับสนุนให้ลูกกล้าคิดกล้าทำกล้าแสดงออก ซึ่งส่วนตัวคิดว่ามีผลต่อพัฒนาการด้านภาษาของตัวน้องเองเช่นกัน

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. เห้นด้วยเลย นี่ชอบตามดูคลิปที่เค้าสอนลูกมาก ถ้ามีลูกนี่อยากจะเลี้ยงแบบครอบครัวนี้มาก 5555

      ลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ21 มีนาคม 2561 เวลา 20:15

    เพิ่งมารู้จักน้องจินจากบล็อกแก(ไปอยู่ไหนมา55555) ชื่นชมแนวทางที่เค้าสอนลูกอ่ะ เราดูแล้วก็คิดว่าจะทุ่มเทแบบนั้นได้มั้ย น้องจินโชคดีมากๆเลย

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. แนะนำให้ไปตามเพจน้อง คือน้องตลกอะ แล้วก็ได้ฝึกฟังอังกฤษไปด้วยเพราะคลิปหลังๆคือน้องพูดอังกฤษโต้ตอบกับแม่คล่องมาก

      ลบ

แสดงความคิดเห็น