タスク7:สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก Story telling
สวัสดีค่าาทุกคน 💛🍑
ก่อนหน้านี้เราได้ลองฝึก story telling ไป
ผลออกมาคือเละมากก5555 เล่าเรื่องได้ไม่น่าตื่นเต้นสุดๆเลย
แต่หลังจากนั้นก็ได้ดูตัวอย่างของคนญี่ปุ่น ทำให้พอจะจับทางได้ว่ากาารเล่าเรื่องที่ดีนั้นมันควรเป็นยังไง
วันนี้ก็เลยจะลองมาสรุปสิ่งที่ได้จากการเรียนในห้องและการสังเกตตัวอย่างของญี่ปุ่นค่า
補助動詞 終助詞 接続詞 副助詞 擬音語/擬態語
- 補助動詞 เช่น ~てしまう、 ~ていく、 ~てくる จากที่ฟังอาจารย์สอนในห้องและดูตัวอย่างของคนญี่ปุ่นแล้ว พวกนี้ถูกใช้เยอะเหมือนกันนะ เช่น 不意に目が合ってしまった、近づいてきたเป็นต้น พอใช้พวกนี้แล้วจะให้อารมณ์ให้ภาพที่ชัดขึ้นจริงๆด้วย ซึ่งต่างจากพวกเรา(อาจจะเราคนเดียว)ที่จะจบประโยคแบบห้วนๆด้วยです/ます
- 終助詞 เช่น ~ね、~よ、~のよ、~の、~んだけど คนญี่ปุ่นใช้พวกนี้เยอะมากกกกก(ก ไก่ล้านตัว) โดยเฉพาะ ~ね คือใส่ตลอดลองนับเล่นจากตัวอย่าง 外国人J6 มี ね ตั้ง 25ครั้งแหน่ะแล้วก็ไม่ได้ใส่แค่ท้ายประโยคแบบที่พวกเราเรียนมาด้วยนะ เค้าใส่ท้ายคำ ท้ายส่วนของประโยคด้วย เช่น ボーっとしてたらね、向こうの柱のとこにね、たってたね いかのもね観光客です。ประโยคสั้นๆแค่นี้ก็ 4 ねแล้ว ซึ่งข้อดีของการใช้~ね ก็คือ เหมือนเราเออออกับผู้ฟังอยู่ตลอดเวลา
- 接続詞 เช่น だから、そうしたら、でも、つまり มีการใช้อยู่เรื่อยๆเพราะจะทำให้เนื้อเรื่องเชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหล ไม่ได้เหมือนเอาประโยคมาแปะต่อๆกัน
- 副助詞 เช่น なんと、とっさに、ついに เป็นคำที่ไว้ใช้ตอนไคลแมกซ์ ใช้แล้วเรื่องจะดูตื่นเต้นขึ้นเลย
- 擬音語/擬態語 เช่น つるつる、ぴかぴか ซึ่งเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใช้กัน แต่คนญี่ปุ่นชอบใช้มากๆเลย เพราะมันทำให้เรื่องจะสนุกขึ้น คนฟังจะเห็นภาพและเสียงชัดขึ้นประหนึ่ง 3D
ส่วนตัวแล้วอยากลองใช้ทุกอย่างเลยค่ะ เพราะจากที่ทำมาคราวก่อนขาดแทบทุกอย่างเลย เป็นการขาดแบบรู้นะว่ามีแต่ไม่ลืมใช้ แต่สิ่งที่คิดว่าตอนนี้ขาดไปมากๆและไม่เคยคิดจะลองใช้เลยคือ 擬音語/擬態語 ที่คนญี่ปุ่นชอบใช้กันมากๆเวลาเล่าเรื่อง ข้อดีของมันคือทำให้คนฟังเห็นภาพชัดขึ้น แล้วสนุกขึ้น แต่ปัญหาตอนนี้คลังคำศัพท์ยังมากไม่พออาจจะต้องไปหาอ่านอะไรให้มากขึ้นแล้วก็ฝึกใช้ให้มากขึ้นค่ะ
การยืดเรื่องเข้าจุด Climax
จากตัวอย่างการเล่าเรื่องของคนญี่ปุ่น เค้าจะเล่าเรื่องไปอย่างกระชับฉับไว แต่พอมาถึงจุดใกล้ๆ Climax เรื่องจะค่อยๆดำเนินไปอย่างช้าๆแต่ตื่นเต้น อาจจะมีการโยนคำถามให้คนฟังลุ้นก่อนจะเฉลยว่าจุด Climax คืออะไร เช่น 何を見つかったと思う?、何をしたと思う? เป็นต้น
น้ำเสียง
เวลาจะเล่าเรื่องแล้วคนฟังจะอินตามหรือไม่อิน น้ำเสียงเราเป็นสิ่งสำคัญเลยนะ ก่อนอื่นคือเราต้องอินกับเรื่องก่อน ควรใช้เสียงหนักเบา เน้นเสียงบ้าง หรือถ้าเราเรื่องเศร้าก็ควรทำเสียงให้สลดตาม เรื่องสนุกก็เล่าให้สดใส มีเสียงสองบ้างงอะไรบ้าง ซึ่งสิ่งพวกนี้เรารู้สึกว่าคนญี่ปุ่นเก่งมากเลย
ลำดับการเล่าเรื่อง
ลำดับเรื่องให้ดีๆก่อนเล่า ไม่งั้นคนฟังจะงงแล้วไม่สนุก ควรไล่ระดับจากการปูพื้นก่อนว่าตัวละครมีใครบ้าง เป้นอย่างไรทำอะไรอยู่ แล้วก็ค่อยๆไต่ระดับเนืื้อเรื่องให้ลึกไปเรื่อยๆ จนถึงจุด Climax ตรงนี้จะต้องค่อยๆเล่าให้ตื่นเต้นทำให้ผู้ฟังลุ้นที่สุด
การเล่าเรื่องให้คนอื่นฟังใครๆก็เล่าได้ใช่มั้ย แต่การเล่าเรื่องให้สนุกนี่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ ยิ่งถ้าเป็นภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่แล้วก้อาจจะยากไปอีก แต่คิดว่าเทคนิคต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นน่าจะช่วยได้เยอะเลย ที่เหลือก็คือเราต้องอ่านหรือฟังเรื่องราวเยอะๆเพื่อเพิ่มคลังคำศัพท์ให้ตัวเองด้วย เวลาเล่าจะได้ถ่ายทอดทุกอย่างได้อย่างใจคิด ก็อย่าลืมลองเอาเทคนิคพวกนี้ไปใช้นะคะ ตัวเราเองก็จะลองเอาไปฝึกใช้เยอะๆเหมือนกัน เพราะยังขาดอีกหลายอย่างเลย
การยืดเรื่องเข้าจุด Climax
จากตัวอย่างการเล่าเรื่องของคนญี่ปุ่น เค้าจะเล่าเรื่องไปอย่างกระชับฉับไว แต่พอมาถึงจุดใกล้ๆ Climax เรื่องจะค่อยๆดำเนินไปอย่างช้าๆแต่ตื่นเต้น อาจจะมีการโยนคำถามให้คนฟังลุ้นก่อนจะเฉลยว่าจุด Climax คืออะไร เช่น 何を見つかったと思う?、何をしたと思う? เป็นต้น
น้ำเสียง
เวลาจะเล่าเรื่องแล้วคนฟังจะอินตามหรือไม่อิน น้ำเสียงเราเป็นสิ่งสำคัญเลยนะ ก่อนอื่นคือเราต้องอินกับเรื่องก่อน ควรใช้เสียงหนักเบา เน้นเสียงบ้าง หรือถ้าเราเรื่องเศร้าก็ควรทำเสียงให้สลดตาม เรื่องสนุกก็เล่าให้สดใส มีเสียงสองบ้างงอะไรบ้าง ซึ่งสิ่งพวกนี้เรารู้สึกว่าคนญี่ปุ่นเก่งมากเลย
ลำดับการเล่าเรื่อง
ลำดับเรื่องให้ดีๆก่อนเล่า ไม่งั้นคนฟังจะงงแล้วไม่สนุก ควรไล่ระดับจากการปูพื้นก่อนว่าตัวละครมีใครบ้าง เป้นอย่างไรทำอะไรอยู่ แล้วก็ค่อยๆไต่ระดับเนืื้อเรื่องให้ลึกไปเรื่อยๆ จนถึงจุด Climax ตรงนี้จะต้องค่อยๆเล่าให้ตื่นเต้นทำให้ผู้ฟังลุ้นที่สุด
การเล่าเรื่องให้คนอื่นฟังใครๆก็เล่าได้ใช่มั้ย แต่การเล่าเรื่องให้สนุกนี่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ ยิ่งถ้าเป็นภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่แล้วก้อาจจะยากไปอีก แต่คิดว่าเทคนิคต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นน่าจะช่วยได้เยอะเลย ที่เหลือก็คือเราต้องอ่านหรือฟังเรื่องราวเยอะๆเพื่อเพิ่มคลังคำศัพท์ให้ตัวเองด้วย เวลาเล่าจะได้ถ่ายทอดทุกอย่างได้อย่างใจคิด ก็อย่าลืมลองเอาเทคนิคพวกนี้ไปใช้นะคะ ตัวเราเองก็จะลองเอาไปฝึกใช้เยอะๆเหมือนกัน เพราะยังขาดอีกหลายอย่างเลย

คนญี่ปุ่นใช้ ね ถึง 25 ครั้งเลยหรือคะ (ในการเล่าหนึ่งเรื่อง) เยอะดีจัง นิสิตคนไทยคงไม่ค่อยใช้กัน
ตอบลบต้องคิดต่อว่าเขาทำไมใช้ ใช้ตอนไหน จะพบคำตอบที่น่าสนใจ จากผลการวิจัยที่ผ่านมา คำเชื่อมในการเล่าเรื่อง(แบบ 対話)ที่พบมากที่สุดคือคำว่า それで หรือ で แต่พอดีข้อมูลที่เราใช้ในห้องมีทั้งแบบ 対話 กับไม่ใช่ เลยเจอคำเชื่อมตัวอื่นด้วย
หนูก็คิดไม่ถึงเหมือนกันค่ะว่าเค้าจะใช้เยอะขนาดนี้ อาจจะต้องสังเกตแบบจริงจังๆว่าเค้าใช้กันตอนไหนจะได้ลองใช้มั่งค่ะ
ลบชอบที่แบ่งประเภทของคำแล้วยกตัวอย่างแยกเป็นหมวดเลยอ่านง่าย เห็นด้วยกับเรื่อง擬音語/擬態語 ที่คนไทยมักไม่ค่อยใช้สุดๆเพราะเราก็ไม่ได้ใช้😂
ตอบลบขอบคุณน้าาา เราว่าที่ไม่ค่อยได้ใช้擬音語/擬態語กันเพราะภาษาไทยปกติก็ไม่ได้ใช้คำพวกนี้มากมาย แล้วก็ถึงอยากจะลองใช้แต่ถ้าคลังคำศัพท์ยังไม่เยอะพอก็ไม่กล้าใช้อยู่ดี เราอาจจะต้องเริ่มหัดใช้กันมั่งละหละ จะได้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น555
ลบแกสรุปได้ดีมากเลย อ่านแบบกวาดๆสายตาแปปเดียวก็เก็ทละ เริ่ดๆ ของเราว่าเรื่องเสียงน่าสนใจ คือคนญี่ปุ่นมีการใช้โทนเสียงขึ้นลงเยอะมาก คือคนไทยก็มีแต่ไม่ใช่เลเวลเดียวกันแน่ๆ เราว่าการใช้เสียงแบบคนญี่ปุ่นนี่ดีมากนะ แต่คนไทยน่าจะทำตามแบบออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ(ออกมาเองแบบอัตโนมัตติ)ได้ยาก เพราะเราเคยชินกับการเล่าเรื่องด้วยเสียงปกติไปแล้ว 5555
ตอบลบแต้งกิ้วมากจ้าาา นั่นสินะ เวลาเราเล่าเรื่องเล่าก็ไม่ได้ขึ้นลงเสียงมากอาจจะเพราะภาษาไทยมีพวกวรรณยุกต์รึเปล่า จะขึ้นเสียงลงเสียงมากไปมันก็ยากเนอะ5555 แต่ที่สำคัญอาจจะเป็นเรื่องอินเนอร์ในการเล่าเรื่องด้วย555
ลบ